วันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

การทำไบโอดีเซลไว้ใช้เอง

การทำไบโอดีเซลไว้ใช้เอง

วัตถุดิบ

1) น้ำมันพืชใช้แล้ว 1 ลิตร

2) เมทานอล ( เมทิลแอลกอฮอล์ ) 80 มิลลิลิตร

3) โปรแตสเซียมไฮดรอกไซด์ 1/2 ช้อนชา ( ถ้าน้ำมันเก่ามากให้ใช้ 1 ช้อนชา )

ขั้นตอนการผลิต

1) นำน้ำมันพืชที่ใช้แล้วมากรองด้วยผ้าขาวบาง หรือถ้าใช้น้ำมันใหม่ก็ไม่ต้องกรองครับ

2) นำน้ำมันที่กรองแล้วไปต้ม ประมาณ 5 นาที แล้วเติมน้ำเปล่าหรือน้ำฝน 200 มิลลิลิตร ขณะที่ต้มให้ใช้ไม้พายกวน ใช้เวลาต้มประมาณ 30 นาที

3) ยกน้ำมันลงจากเตา แล้วตั่งทิ้งไว้ 12 ชั่วโมง น้ำมันจะแยกเป็น 2 ชั้น น้ำมันจะอยู่ข้างบน และน้ำจะอยู่ด้านล่าง

4) แยกน้ำมันชั้นบนออกมาแล้วนำไปตั้งไฟให้ได้ความร้อนที่ประมาณ 50 องศาเซลเซียส

5) นำโปรแตสเซียมไฮดรอกไซด์ ผสมกับเมทิลแอลกอฮอล์ คนให้เข้ากัน ในขณะที่คนจะมีไอระเหยออกมาไม่ควรสูดดมเพราะเป็นอันตราย

6) ให้เทสารละลายที่ผสมลงในน้ำมันพืชที่ตั้งไฟไว้และเทน้ำ 50 มิลลิลิตรผสมลงไป คนให้เข้ากัน

7) หลังจากสารละลายผสมเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว ให้กรอกใส่ขวด ใส่น้ำสะอาด 50 มิลลิลิตรผสมลงไป เขย่าขวดประมาณ 15 นาที

8) นำไปแขวนตากแดด 1 วัน ถ่ายส่วนที่เป็นน้ำกับกลีเซอรืนออก เก็บเฉพาะส่วนบนไว้

9) นำส่วนบนตากแดดต่อไปอีก 3 แดด

10) ท่านจะได้ไบโอดีเซล สามารถนำไปใช้งานได้แล้ว น้ำมันพืชเก่า 1 ลิตร จะได้ไบโอดีเซลประมาณ 800 มิลลิลิตร

11) ท่านสามารถใช้น้ำมันอย่างอื่นมาทำก็ได้ เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม น้ำมันจากสบู่ดำ เป็นต้น

การผลิตไบโอดีเซล (How to make BioDiesel)

การผลิตไบโอดีเซล (How to make biodiesel)

การทำไบโอดีเซลสำหรับใช้นั้นไม่ยากหลอก เผลอๆจะง่ายกว่าการทำแกงเขียวหวานเสียอีก ก็ลองทำดู ทำเลยนะอย่ารอ

', '
การผลิตไบโอดีเซล ( How to make biodiesel)
เราสามารถทำไบโอดีเซลใช้ได้เองและสามารถใช้ได้กับเครื่องยนต์ดีเซลทุกประเภท แต่ขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญการพิจารณาของผู้ที่ผลิตและต้องการจะนำไปใช้ว่า มั่นใจแล้วหรือไม่ที่จะใช้กับเครื่องยนต์ประเภทใด
การผลิตน้ำมันไบโอดีเซล

ไบโอดีเซล คือ น้ำมันเชื้อเพลิงที่ผลิตมาจากน้ำมันพืชหรือไขมันสัตว์ โดยผ่านขบวนการที่ทำให้โมเลกุลเล็กลง ให้อยู่ในรูปของ เอทิลเอสเตอร์ (Ethyl esters) หรือ เมทิลเอสเตอร์ (Methyl esters) ซึ่งมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซลมาก สามารถใช้ทดแทนน้ำมันดีเซลได้โดยตรง กระบวนการนี้เรียกว่า ทรานเอสเทอริฟิเคชัน (Tranesterification)

โมเลกุลของน้ำมันส่วนใหญ่คือ ไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งเป็นสารเอสเทอร์ 3 ตัว เกาะกันอยู่กับโมเลกุลของกลีเซอรีน เปรียบเหมือนกับปลาหมึกที่ หัว เป็น กลีเซอรีน และ 3 ขา ก็คือเอสเทอร์นั่นเอง โมเลกุลในน้ำมันพืชสามารถเรียกได้อีกชื่อว่า กลีเซอรอล เอสเทอร์

ประมาณ 20% ของโมเลกุลน้ำมันพืช คือ กลีเซอรีน หรืออาจเรียกว่า กลีเซอรอล หรือ กลีเซอไรด์ ตัวกลีเซอรีนนี้เองที่ทำให้น้ำมันพืชเหนียวหนืด ในการทำปฏิกิริยาทรานเอสเทอริฟิเคชัน กลีเซอรีนนี้เองที่จะถูกกำจัดออกจากน้ำมันพืชเพื่อทำให้โมเลกุลเล็กลงเพื่อที่จะลดความหนืด (Viscosity) ลง

ปฏิกิริยาเคมี เป็นดังนี้

วัตถุดิบอะไรบ้างที่ใช้ในการผลิตไบโอดีเซล

ก่อนเริ่มผลิต น่าจะได้เริ่มผลิตด้วยการทดลองขนาดเล็กๆ ก่อน เพือจะได้ทราบพื้นฐานของกระบวนการทำไบโอดีเซล ข้อแตกต่างกันระหว่างการผลิตแบบสเกลใหญ่กับเล็กคือ วัสดุอุปกรณ์ที่มีความซับซ้อนต่างกัน และระยะเวลาที่ใช้ในการกวนหรือเขย่าสารรวมกัน โดยขนาดใหญ่ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ส่วนขนาดเล็กใช้เวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น

น้ำมันพืชหรือน้ำมันสัตว์

จะเป็นแบบที่ผ่านการใช้งานมาแล้วหรือยังไม่ผ่านการใช้งาน ก็สามารถใช้ได้แต่ต้องกรองให้สะอาด (อาจใช้ผ้าขาวกรอง) ไขมันสัตว์ก็สามารถนำมาใช้ได้ เช่น ไขมันไก่ ไขมันส่วนพุงของปลาดุก หรืออื่นๆ ที่เป็นไขมันเหลือทิ้ง สามารถที่จะนำมาเจียวเป็นน้ำมันเพื่อผลิตได้

น้ำมันใหม่ – คุณภาพดี ใช้สารเคมีในการไตเตรตและการผลิตไบโอดีเซลน้อย แต่มักมีราคาสูง

น้ำมันใช้แล้ว – คุณภาพไม่ค่อยดี ต้องนำมาต้มเตรียมน้ำมันก่อนทำปฏิกิริยา จากนั้นต้องนำมาไตเตรตเพื่อหาค่ากรดไขมันอิสระ ซึ่งจะพบว่าสูงมาก (การไตเตรตดูที่หัวข้อ 5.1.3) อย่างไรก็ตามการนำน้ำมันใช้แล้วมาทำไบโอดีเซล เป็นการรีไซเคิล รักษาสิ่งแวดล้อมให้สะอาด สกัดกั้นวงจรการนำน้ำมันพืชกลับมาขายซ้ำเพื่อทอดใหม่ อีกทั้งมีราคาที่ถูกกว่าน้ำมันใหม่ด้วย

• แอลกอฮอล์

เมทานอล สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายสี ร้านก่อสร้างทั่วไปแบบปี๊บ แต่จะมีราคาต่อลิตรแพงกว่าสั่งแบบถังขนาด 200 ลิตร ห้ามใช้เมทานอลแบบ 95-97% เพราะมีน้ำเป็นส่วนผสมมากเกินกว่าที่จะทำปฏิกิริยาให้ดี

การผลิตไบโอดีเซล กลีเซอรีนจะถูกทำให้แยกตัวออกมาจากน้ำมันพืช แอลกอฮอล์จะถูกนำมาใช้ในการแทนที่ส่วนของกลีเซอรีนที่เป็นองค์ประกอบในน้ำมันพืช โดยแอลกอฮอล์ที่ใช้อาจเป็นเอทานอลหรือเมทานอลก็ได้

•เมทานอล ( เมทิลแอลกอฮอล์) มีสูตรโครงสร้างทางเคมี คือ CH 3 OH เป็นของเหลวใสไม่มีสี ได้มาจากถ่านหิน แก๊สธรรมชาติ ปิโตรเคมี และไม้ (แต่ปริมาณน้อย) หากต้องการได้น้ำมันไบโอดีเซลคุณภาพดีควรเลือกเมทานอลสำหรับห้องปฏิบัติการ แต่ราคาค่อนข้างแพง สามารถใช้เกรดอุตสาหกรรม (Industrial grade) ก็ได้ซึ่งราคาก็จะถูกลง (แหล่งที่ซื้อสามารถดูได้จากภาคผนวก) เมทานอลเป็นแอลกอฮล์ที่ราคาถูกกว่าเอทานอลจึงเป็นที่นิยมมากกว่า และการทำปฏิกิริยาก็ง่ายกว่า เพราะโมเลกุลมีขนาดเล็กกว่า โดยใช้อุณหภูมิในการทำปฏิกิริยา 50-55 องศาเซลเซียส หากเป็นเอทานอลจะใช้อุณหภูมิ 60-65 องศาเซลเซียส การใช้เมทานอลต้องระมัดระวังอย่างสูง หลีกเลี่ยงการสูดดม การกลืน และควรสวมแว่นตาป้องกันสารเคมีด้วย เพราะหากกระเด็นเข้าตา หรือกินเข้าไป จะทำให้ตาบอดได้ นอกจากนี้ยังมีสภาวะการกัดกร่อนสูงกว่าเอทานอล และสามารถละลายยางได้ ไบโอดีเซลที่ได้จากการใช้เมทานอล จะเรียกว่า เมทิลเอสเทอร์ (Methyl esters)

ตัวเร่งปฏิกิริยา (Catalyst)

ภาพแสดง ตัวอย่างโปแตสเซียมไฮดรอกไซด์ชนิดเกล็ด

ในการจะทำให้ไตรกลีเซอไรด์ในน้ำมันพืชแตกโมเลกุล ให้ได้สารประกอบเอสเทอร์ (ไบโอดีเซล) และกลีเซอรีน แยกออกมา ต้องใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาเข้าช่วย โดยตัวเร่งปฏิกิริยานี้จะทำหน้าที่เพียงช่วยให้ปฏิกิริยาเกิดได้ง่ายและเร็วขึ้น แต่ตัวมันเองจะไม่เข้าทำปฏิกิริยา ดังนั้น มันจะต้องมีคุณสมบัติและสภาพเหมือนเดิมเมื่อปฏิกิริยาสิ้นสุดลง หรืออาจกล่าวได้ว่า จะมีตัวเร่งปฏิกิริยาปนออกมากับไบโอดีเซล และนี่คือเหตุผลที่ต้องล้างไบโอดีเซลก่อนใช้งาน มิฉะนั้นไบโอดีเซลจะมีสภาพเป็นด่างที่อาจกัดกร่อนทำลายเครื่องยนต์ได้

ตัวเร่งปฏิกิริยา อาจใช้ โปเตสเซียมไฮดรอกไซด์ (KOH) หรือ โซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) ก็ได้ โซดาไฟ หรือโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) อาจเรียกอีกชื่อว่า Caustic Soda or Lye เป็นของแข็งสีขาว มี 2 แบบ ได้แก่ แบบเม็ด และแบบเกร็ด จัดเป็นสารเคมีอันตรายที่มีความเป็นด่างที่แรงและมีฤทธิ์กัดกร่อนสูง ข้อระวังคือ การใช้งานต้องสวมถุงมือทุกครั้งเพราะเพียงไอของโซดาไฟจะทำให้เกิดการระคายเคืองเมื่อกระทบโดนเหงื่อที่ผิวหนัง ต้องไม่สูดดมเพราะจะเกิดอันตรายต่อปอดและทางเดินหายใจ และต้องล้างมือให้สะอาด หลังการทำงาน อย่างไรก็ตามแม้ว่าโซดาไฟจะมีราคาถูกกว่าโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ (KOH) แต่โพแทสเซียมไฮดรอกไซด์นั้นมีความรุนแรงที่จะเกิดอันตรายน้อยกว่าและได้ผลพลอยได้คือ สบู่เหลวกลีเซอรีน (จากโปแตสเซียม) และเป็นปุ๋ยที่ดีต่อพืชเป็นด้วย หากใช้โซดาไฟก็จะได้สบู่ก้อนแข็งหนืดเหนียว เกรดหรือคุณภาพของสารเคมีที่ใช้มีผลต่อคุณภาพของไบโอดีเซลด้วย เพราะเกรดที่ดีหรือเกรดที่ใช้ในห้องปฏิบัติการเคมีจะมีความบริสุทธิ์สูงและมีน้ำปนเปื้อนน้อย

การเลือกซื้อควรเลือกเกรดที่ดี เป็นของแข็ง ห้ามซื้อแบบที่เป็นสารละลายเด็ดขาด เพราะการมีน้ำปนในปฏิกิริยาทรานเอสเทอริฟิเคชัน จะทำให้รบกวนปฏิกิริยาอย่างมาก และอาจไม่เกิดไบโอดีเซลเลย ตัวเร่งปฏิกิริยาที่เราต้องการจะไม่ทำงาน ร้านที่สามารถหาซื้อสารเคมีได้ เช่น ศึกษาภัณฑ์ พาณิชย์ และตามร้านอุปกรณ์ก่อสร้างที่บรรจุใส่ถุงขายแบบเกรดอุตสาหกรรม เก็บในที่แห้ง ปิดฝาให้สนิททุกครั้งและเก็บให้พ้นมือเด็ก

สถานที่ที่ใช้ผลิต

ควรมีโรงเรือนที่สะอาด โปร่ง และควรจะมีห้องแล็บขนาดเล็กๆ ที่เอาไว้ใช้ในการไทเทรตหรือทดสอบคุณภาพ ควรมีน้ำยาล้างตาในยามฉุกเฉิน อ่างล้างมือ ล้างส่วนของร่างกายที่บังเอิญไปสัมผัสกับเมทานอลและโซดาไฟ

ควรมี น้ำส้มสายชู เก็บไว้ใช้ในยามที่เมทานอลหรือโซดาไฟกระเด็นมาสัมผัสร่างกาย เพื่อเป็นการปรับด่างที่รุนเแรงเหล่านี้ให้เป็นกลาง

เครื่องชั่ง หรือตาชั่ง ( Scale)

ควรใช้เครื่องชั่งที่มีความละเอียดอย่างน้อย 1 กรัม เพื่อความถูกต้อง

กระดาษลิตมัสหรือเครื่องวัดค่า pH (พี - เอช)

กระดาษลิตมัสแบบละเอียด โดยทั่วไปมีราคาค่อนข้างสูง

ตั้งแต่ 250-400 บาท (ณ ปี 2548)
แต่ pH meter สำหรับวัด pH ของน้ำมัน จะราคาสูงมากกว่าตั้งแต่ราคาหมื่นกว่าบาทเป็นต้นไป

กระดาษลิตมัส ใช้วัดค่าความเป็นกรด - ด่าง มีลักษณะเป็ฯกระดาษแถบสี เมื่อจุ่มลงไปในเนื้อสาร แล้วสีของกระดาษเปลี่ยนเป็นสีอะไร ให้เทียบกับสีมาตรฐานเพื่อบอกค่า pH

ค่า pH เริ่มตั้งแต่ 0-14 ค่า 7 คือ ความเป็นกลาง ไม่ใช่กรด ไม่ใช่ด่าง

ต่ำกว่า 7 คือ กรด ค่ายิ่งต่ำ ยิ่งเป็นกรดมาก

มากกว่า 7 คือ ด่าง ค่ายิ่งสูง ยิ่งเป็นด่างมาก

ของอื่นๆ ที่ต้องใช้

กระดาษทิชชู

ขวดหรือถ้วยแก้ว หรือถ้วย PE ที่วัดปริมาตรได้ตั้งแต่ 10 -20 ml จำนวน 1 ชุด

บีกเกอร์หรือกระป๋องสแตนเลส ขนาด 600-1000 ml จำนวน 2 ชุด

หลอดฉีดยา ที่เป็นชุดไทเทรต

อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย ได้แก่ ถุงมือยาง แว่นตากันสารเคมี ที่ปิดจมูก

สารอื่นๆ

ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์

น้ำกลั่น

สารละลายฟีนอล์ฟทาลีน

ขั้นตอนการผลิตไบโอดีเซล

สามารถแบ่งออกเป็นขั้นตอนใหญ่ๆ ได้ 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนเตรียมการก่อนการผลิต และขั้นตอนการผลิต

ขั้นตอนเตรียมการก่อนการผลิต

ขั้นตอนที่ 1 เตรียมน้ำมันพืชหรือน้ำมันสัตว์

ขั้นตอนนี้มีความสำคัญ เพราะน้ำมันพืช / สัตว์ตั้งต้นจะเป็นปัจจัยหลักตัวหนึ่งที่จะบ่งบอกคุณภาพของไบโอดีเซลที่ผลิตได้ หากเป็นน้ำมันใหม่สามารถนำมาทำไบโอดีเซลได้เลย ไม่ต้องมีการจัดการเตรียมน้ำมัน เพียงแต่ให้แน่ใจว่าในน้ำมันไม่ควรมีน้ำปนเพราะจะมีผลต่อการทำปฏิกิริยา ถ้ามีน้ำมากต้องนำไปต้มเพื่อระเหยน้ำที่อุณหภูมิสูงกว่า 100 องศาเซลเซียส หากเป็นน้ำมันเก่าใช้แล้วต้องทำการเตรียมน้ำมัน เพื่อให้ น้ำมันที่นำมาใช้มีความใส ไม่ขุ่นข้น วิธีการเตรียมมีหลายวิธีดังนี้

• เมื่อได้น้ำมันมาให้ ตั้งทิ้งไว้ รอให้แยกชั้น ดึงเอาแต่ชั้นใสไปเข้าถังพักน้ำมันดีเพื่อ ส่วนล่างที่เป็นตะกอนให้นำไปผสมน้ำเล็กน้อย (ประมาณ 10-15%) แล้วต้มที่อุณหภูมิ 100-120 องศาเซลเซียส ให้เดือดอยู่ที่ 100 องศาเซลเซียสขึ้นไปประมาณ 15 นาที อาจใช้เตาแก๊ส หรือเตาถ่าน แต่แนะนำให้ใช้เตาถ่านเพราะปลอดภัยและเป็นการใช้พลังงานทดแทนชีวมวล อีกทั้งประหยัดและดีต่อสิ่งแวดล้อม หากมีกลีเซอรีนเหลือจากการทำไบโอดีเซลชุดก่อนก็ให้นำมาชุบกาบมะพร้าวเพื่อเพิ่มความร้อนในเตาให้มากและเร็วขึ้น จากนั้นทิ้งไว้ให้แยกชั้นอีก 1-2 วันแล้วนำส่วนที่ใสมารวมในถังน้ำมันดี และใช้น้ำมันส่วนที่ใสมาทำปฏิกิริยา

ข้อดีของวิธีนี้ คือ ประหยัดการต้มเชื้อเพลิง เพราะใช้การตั้งทิ้งไว้แล้วแยกน้ำมันส่วนที่ใสไปรอทำปฏิกิริยา แต่ก่อนทำปฏิกิริยา ควรทำการไทเทรตก่อน เพราะน้ำมันอาจยังไม่สะอาดดีพอ ทำให้บางครั้งวิธีนี้จะสิ้นเปลืองสารเคมีที่ใช้ทำปฏิกิริยามากกว่า

• เมื่อได้ น้ำมันมาทั้งหมดให้นำไปผสมน้ำเล็กน้อยแล้วต้มที่อุณหภูมิ 100-120 องศาเซลเซียส ให้เดือดอยู่ที่ 100 องศาเซลเซียสขึ้นไปประมาณ 15 นาที โดยต้องคนตลอดเวลาเนื่องจากน้ำที่ใส่ลงไปจะปะทุดันน้ำมันให้พุ่งขึ้นเมื่อถึงจุดเดือด อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ปฏิบัติงานได้ จากนั้นยกลง ทิ้งไว้ให้แยกชั้นใสอีก 1-2 วัน เอาแต่ชั้นใสไปทำไบโอดีเซล ส่วนน้ำที่เหลือชั้นล่าง หมักทำปุ๋ยหมักเพื่อรดน้ำต้นไม้

ข้อดีของวิธีนี้ คือ น้ำมันใสที่ได้หลังการต้มจะมีคราบไขมันน้อย น้ำมันจะอยู่ในสภาพที่ดีกว่า พร้อมต่อการทำปฏิกิริยา อย่างไรก็ตามก่อนทำปฏิกิริยา ควรทำการไทเทรตก่อน เพื่อหาว่าต้องใช้สารเคมีเท่าไรจึงเหมาะสม

ขั้นตอนที่ 2 เตรียมอุปกรณ์ที่ต้องใช้ให้ครบถ้วน

อุปกรณ์ที่ใช้ขึ้นกับเครื่องมือที่มี บางคนมีชุดผลิตที่ทำขึ้นจากสแตนเลส บางคนมีชุดทดลองขนาดเล็ก บางคนมีชุดเขย่าด้วยขวด ทั้งนี้ขึ้นกับความพร้อมของแต่ละคน แต่ที่สำคัญควรมีอุปกรณ์ป้องกันภัย ได้แก่ แว่นตากันสารเคมี หมวก ที่ปิดจมูก รองเท้าบูท หรือหุ้มเท้า น้ำยาล้างตา เป็นต้น

ขั้นตอนที่ 3 หาปริมาณตัวเร่งปฏิกิริยาที่ต้องใช้ โดยการไทเทรต

น้ำมันพืชใช้แล้วมีค่าความเป็นกรดสูงกว่าน้ำมันใหม่ เพราะเมื่อน้ำมันพืชได้รับความร้อน ตำแหน่งของไฮโดรเจนในโมเลกุลจะทำให้เกิดเป็นสภาพกรดได้ง่าย และเกิดเป็นกรดไขมันอิสระขึ้น กรดไขมันอิสระเป็นผลมาจากการทอดน้ำมันให้ร้อน มันจะลอยเป็นอิสระปะปนอยู่กับไตรกลีเซอไรด์ในน้ำมัน

ความเป็นอิสระของกรดไขมันเหล่านี้ คือ การที่มันพร้อมที่จะเข้าทำปฏิกิริยาทุกเมื่อเมื่อเจอกับด่าง และนี่เองที่เป็นตัวการสำคัญที่จะทำให้เกิด “ เยล ” (Jelly) ในการทำไบโอดีเซล ดังนั้นเราต้องกำจัดกรดไขมันอิสระเหล่านี้ออกจากน้ำมันก่อนทำปฏิกิริยา

การกำจัดกรดไขมันอิสระในน้ำมันพืชใช้แล้ว ต้องใช้ด่างซึ่งคือตัวเร่งปฏิกิริยาในปริมาณที่มากขึ้น กระบวนการตรงนี้ คือ การทำให้กรดไขมันอิสระเป็นกลาง (Neutralizing) จะใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาในปริมาณเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับว่าน้ำมันเป็นกรดมากน้อยแค่ไหน

การหาค่ากรดไขมันอิสระ เพื่อหาปริมาณด่างที่ต้องใช้ในปริมาณที่พอดีนั้น ทำโดยการไทเทรต

ขั้นตอนการผลิตไบโอดีเซล

ขั้นตอนที่ 1 ตวงน้ำมันพืชหรือน้ำมันสัตว์ที่ผ่านการต้มหรือทิ้งให้ใส

ต้องมั่นใจว่า น้ำมันที่นำมาใช้มีความใส ไม่ขุ่นข้น ตวงมาในปริมาณที่ต้องการ เช่น 500 มิลลิลิตร (หรือ ซีซี) หรือ ครึ่งลิตร นั่นหมายถึง 1,000 มิลลิลิตร (หรือ ซีซี) เท่ากับ 1 ลิตร

ขั้นตอนที่ 2 ตวงเมทานอล 25% ของน้ำมันพืชใช้แล้ว

ตวงเมทานอลจำนวน 20-25% ( น้ำมันใหม่ใช้ 20% น้ำมันใช้แล้วใช้ 25%) ระวังการสูดดมและสัมผัสเมทานอล ควรใส่ถุงมือ แว่นตากันสาร และผ้าปิดจมูก จากนั้น เทเมทานอลลงขวดที่มีฝาปิด ค่อยๆ เทลงขวด ให้ เทโซดาไฟลงในเมทานอล แล้วปิดฝาไว้ป้องกันการระเหย

ขั้นตอนที่ 3 ละลายตัวเร่งปฏิกิริยาในเมทานอล

ผสมตัวเร่งปฏิกิริยาที่เตรียมไว้ เขย่าหรือคนให้ละลายเข้ากัน จนได้สารละลายใส ( ห้ามเทเมทานอลลงโซดาไฟเด็ดขาดเพราะอาจทำให้เกิดความร้อนสูงและกระเด็นถูกร่างกายได้) ปิดฝาไว้ หากละลายปริมาณมากควรใส่ถุงมือหนังกันความร้อน เพราะอาจเกิดความร้อนถึง 60 กว่าองศาเซลเซียส

ขั้นตอนที่ 4 อุ่นน้ำมัน

อุ่นน้ำมันพืชหรือน้ำมันสัตว์ที่เตรียมไว้ให้ได้อุณหภูมิ 50-55 องศาเซลเซียส เมื่อได้อุณหภูมิตามต้องการให้ดับตะเกียงหรือแหล่งให้ความร้อน

ขั้นตอนที่ 5 ทำปฏิกิริยาทรานเอสเทอริฟิเคชัน

ได้ไบโอดีเซลแน่ๆสีนี้ !!!!

เทสารละลายโซดาไฟที่ผสมกับเมทานอลแล้ว (เรียกว่าเมท็อกไซด์) ลงใน น้ำมันพืชที่ร้อน 50-55 องศาเซลเซียส ลงในถังหรือขวดที่มีฝาปิด โดยเทผ่านกรวยกรอง (ป้องกันไม่ให้สารหกกระเด็น) เขย่าหรือกวนนานประมาณ 15-20 นาที (ในการทดลองขนาดเล็ก หากขนาดใหญ่ขึ้นต้องใช้เวลา 1 ชั่วโมง) สังเกตสี การเปลี่ยนแปลงและอุณหภูมิ จะพบว่า ถ้าเกิดไบโอดีเซลแน่นอน สีต้องเข้มขึ้น ไม่ขุ่นข้นเหลืองครีม และอุณหภูมิจะสูงขึ้นด้วย

ขั้นตอนที่ 6 ทิ้งให้กลีเซอรีนแยกตัว

ภายหลังจากเขย่าหรือกวน ตั้งทิ้งไว้ให้กลีเซอรีนแยกตัว หากเป็นการทดลองขนาดปริมาณน้อยๆ ประมาณไม่เกิน 1 ลิตร ใช้เวลาแยกตัวประมาณ 2-4 ชั่วโมง หากปริมาณมาก ต้องทิ้งไว้ไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง อาจทิ้งตากแดดจะช่วยให้เกิดปฏิกิริยาต่อเนื่องที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นและแยกตัวเร็วขึ้น ภายในหนึ่งชั่วโมงจะสังเกตเห็นปริมาณกลีเซอรีนตกออกมาเป็นส่วนของเหลวหนืดๆ สีเข้มอยู่ด้านล่าง

ขั้นตอนที่ 7 ไขกลีเซอรีนออก

กลีเซอรีน (Glycerin) สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติเมื่อซึมผ่านลงไปในดิน ซึ่งจะถูกแบคทีเรียย่อยสลายได้อย่างรวดเร็ว ไม่เป็นสารพิษ (Non-toxic) ไม่เป็นอันตรายต่อพืชและสัตว์ เมทานอลหรือเอทานอลที่เป็นส่วนเกินจากปฏิกิริยา สามารถระเหยไปในอากาศเองได้ เมื่อทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ เราสามารถนำกลีเซอรีนส่วนนี้ไปทำสบู่เพื่อใช้ทำความสะอาดต่อไปได้ การทำสบู่โปรดดูในภาคผนวก
กลีเซอรีนบริสุทธิ์ถูกนำมาใช้ในวงการอุตสาหกรรมได้หลายอย่างและมีราคาที่แพงมาก อย่างไรก็ตามกลีเซอรีนที่เราได้จากกระบวนการทำไบโอดีเซลนี้มีสารปนเปื้อนอยู่มาก ส่วนใหญ่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาและแอลกอฮอล์ส่วนเกิน อีกทั้งคราบอื่นๆ ที่ปนเปื้อนมาในน้ำมันภายหลังการทำอาหาร
การจะระเหยเอาแอลกอฮอล์ออกจากกลีเซอรีนให้หมดนั้น ต้องถูกนำมาต้มในที่ที่มีอากาศถ่ายเท ถ้าใช้เมาทานอลต้องต้มให้ความร้อนสูงเกินจุดเดือด (Boiling point) คือที่อุณหภูมิ 65?C ถ้าใช้เอทานอลจะต้องต้มให้ความร้อนสูงเกิน 79?C และถ้าต้องการระเหยน้ำออกให้หมดต้องต้มอย่างต่ำ 10 นาที ในระดับอุตสาหกรรมสามารถทำให้กลีเซอรีนบริสุทธิ์ได้ แต่คงเป็นเรื่องยากสำหรับเราๆ ท่านๆ ดังนั้น ใช้ทดแทนสบู่ทำความสะอาดทั่วๆ ไปที่ไม่ใช่ทาตัวและหน้าคงจะช่วยนำมาลดค่าใช้จ่ายได้ระดับหนึ่ง

ภายหลังจากเขย่าหรือกวน ตั้งทิ้งไว้ให้กลีเซอรีนแยกตัว จะเห็นการแยกชั้นชัดเจนระหว่าง เมทิลเอสเตอร์ (ของเหลวสีเหลืองใส) กับ กลีเซอรีน (สีน้ำตาลเหนียวถึงเป็นก้อน) หากเป็นการทดลองขนาดปริมาณน้อยๆ ประมาณไม่เกิน 1 ลิตร ใช้เวลาแยกตัวประมาณ 2-4 ชั่วโมง หากปริมาณมาก ต้องทิ้งไว้ไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง อาจทิ้งตากแดดจะช่วยให้เกิดปฏิกิริยาต่อเนื่องที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นและแยกตัวเร็วขึ้น ภายในหนึ่งชั่วโมงจะสังเกตเห็นปริมาณกลีเซอรีนตกออกมาเป็นส่วนของเหลวหนืดๆ สีเข้มอยู่ด้านล่าง จากนั้นไขกลีเซอรีนออก กลีเซอรีนที่ได้อาจมีปริมาณตั้งแต่ 5-20%

ขั้นตอนที่ 8 การล้างไบโอดีเซล
การมีแอลกอฮอล์ที่เป็นส่วนเกินจากการทำปฏิกิริยาในน้ำมัน สามารถทำให้เกิดการสึกหรอส่วนที่เป็นยางในน้ำมันได้ และมีส่วนทำให้จุดวาบไฟ ของไบโอดีเซลต่ำลงอันอาจมีผลต่อความปลอดภัย และไม่ผ่านมาตรฐานได้ ตามมาตรฐาน ASTM จะให้มีแอลกอฮอล์ปนอยู่ในไบโอดีเซลได้ ไม่เกิน 0.2% เท่านั้น การล้างไบโอดีเซลจึงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่จะลดปริมาณแอลกอฮอล์ลง นอกจากนี้การล้างไบโอดีเซลด้วยน้ำ ยังสามารถช่วยล้างสิ่งสกปรกอื่นๆ เช่น คราบไขสบู่ในไบโอดีเซลได้ เราจะสังเกตได้ว่าถ้าเราใส่ตัวเร่งปฏิกิริยามากเกินไป จะเกิดเห็นเป็น 3 ชั้น ได้แก่ ชั้นของไบโอดีเซล ชั้นกลีเซอรีน และชั้นของไขสบู่ขาวขุ่น ซึ่งอาจทำให้ปนเปื้อนในไบโอดีเซลด้วย เราควรล้างไบโอดีเซล

การล้างน้ำสามารถทำได้ ดังนี้

1 เทน้ำเปล่าสะอาดประมาณ 10% ลงในไบโอดีเซลเพื่อล้างตัวเร่งปฏิกิริยาออก อาจใช้สปริงเกิลฉีดให้น้ำเป็นฝอย คนหรือเขย่าเบาหรือใช้ปั๊มลมช่วยทำให้น้ำกระจายตัวประมาณ 5-10 นาที จะเห็นของเหลวทั้งหมดในขวดเป็นสีขุ่นขาว

2 จากนั้นตั้งทิ้งไว้ ประมาณ 4 ชั่วโมง จะสังเกตเห็นสีของไบโอดีเซลชั้นบนอ่อนลงกว่าก่อนการล้าง และเกิดไขสบู่ขึ้น เหนือชั้นน้ำแต่ต่ำกว่าไบโอดีเซล

3 ให้ไขชั้นล่างสุด คือ ชั้นน้ำออกมาก่อน ชั้นนี้จะมีแอลกอฮอล์ออกมาด้วย แต่เพียงเล็กน้อย ไม่เป็นพิษ สามารถทิ้งลงพื้นดินหรือท่อน้ำทิ้งได้ สามารถนำไปใช้ล้างพื้นและคราบสิ่งสกปรกได้ แล้วไขชั้นสบู่

4 ล้างซ้ำอีกด้วยวิธีการแบบเดิมอีกครั้งหรือสองครั้ง ไบโอดีเซลที่ได้จะใสขึ้น และน้ำชั้นล่างก็จะใสขึ้นด้ว

5 • วัดค่า pH ของไบโอดีเซล ไบโอดีเซลควรมีค่าใกล้เคียง 7 แต่ก็ไม่ใช่ตัววัดคุณภาพที่สำคัญนัก

แล้วไม่ล้างไบโอดีเซลได้หรือไม่ ??......มีกลุ่มนักทำไบโอดีเซลใช้เองในอเมริกา กล่าวว่า แอลกอฮอล์ที่อยู่ในน้ำมันช่วยเพิ่มกำลังของเครื่องยนต์ได้ดี ถ้าเครื่องยนต์ไม่มีส่วนประกอบที่เป็นท่อยางก็ไม่จำเป็นที่ต้องล้างไบโอดีเซล หรือมีไขสบู่เพียง 10% ของปริมาณทั้งหมดก็ไม่จำเป็นต้องล้าง หรืออาจทดสอบง่ายๆ ด้วย ค่า pH หากวัดแล้วประมาณ 9 ก็ไม่ต้องล้าง เพียงแต่ตั้งทิ้งไว้

ขั้นตอนที่ 9 กรองไบโอดีเซล ก่อนใช้งาน

ไบโอดีเซล ที่ได้นำมาผ่านเครื่องกรองที่ขนาด 5 ไมครอน เพื่อดักสิ่งสกปรก ก่อนนำไปเก็บไว้ในถังเก็บอีก 1-2 วัน ก็นำไปใช้งานได้


ขอบคุณเนื้อหาดีๆ จาก อาจารย์ เน และอาศรมพลังงานครับ